|
จากอาจารย์เปาโลถึงพ่อครูหลวงแมคกิลวารี
:
วิถีแห่งความคิดและชีวิตแห่งการประกาศพระกิตติคุณ
โดย
ผป. ประสิทธิ์ พงศ์อุดม
หน่วยงานจดหมายเหตุประวัติศาสตร์และวิจัย สภาคริสตจักรในประเทศไทย
...............................................................
ตอนที่ 1
เมื่อเอ่ยถึงการเผยแพร่เรื่องราวของพระเยซูคริสต์หรือประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระเป็นเจ้าที่ปรากฏในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับชื่อของอาจารย์เปาโล เพราะท่านได้เขียนจดหมายฝากถึงคริสตจักรและบุคคลที่แสดงถึงความคิดและคำเตือนสอนที่ปรากฏเป็นพระธรรมในภาคพันธสัญญาใหม่มากกว่าสาวกพระเยซูคริสต์คนอื่นๆ ขณะเดียวกันถ้าจะกล่าวถึงมิชชันนารีที่เข้าเผยแพร่คริสต์ศาสนาประกาศพระกิตติคุณในประเทศสยามโดยเฉพาะในภาคเหนือตอนบนที่เคยเป็นดินแดนล้านนาเดิม คงไม่มีใครที่จะโดดเด่นไปกว่า "พ่อครูหลวง" หรือ ศาสนาจารย์ ดร.แดเนียล แมคกิลวารี ท่านเป็น "พ่อครูหลวง" ทั้งในแวดวงคริสตจักรและสังคมภายนอก ทั้งเจ้านายชั้นสูงและชาวบ้านร้านถิ่นในล้านนาสมัยก่อนต่างให้ความเคารพนับถือหรือแม้แต่พระมหากษัตริย์และชนชั้นผู้ปกครองที่กรุงเทพฯ ยังให้การยอมรับท่านอย่างมากด้วย
ดังนั้น ในการศึกษาประสบการณ์ชีวิตของผู้อุทิศตนรับใช้พระเจ้าที่อยู่ต่างยุคต่างสมัยดังเช่น อาจารย์เปาโลและพ่อครูหลวงแมคกิลวารี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะแสดงถึงแบบอย่างของบรรพชนชาวคริสต์ในอดีตได้ปฏิบัติรับใช้ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณอย่างไร คนหนึ่งเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานเอกสารทิ้งไว้ให้ศึกษา แต่ทั้งสองคือผู้รับใช้พระเจ้าที่ผ่านมาแล้วในอดีตและเป็นประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำที่จะคงอยู่ตลอดไป
จากอาจารย์เปาโล[1]
อาจารย์เปาโลเป็นใครและสำคัญอย่างไร? ชาติกำเนิดของเปาโลเป็นยิวมีสัญชาติโรมและเป็น ฟาริสีที่มีอิทธิพลคนหนึ่ง เดิมมีชื่อว่าเซาโลเกิดที่เมืองทารซัส (ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี) เมื่อประมาณ ค.ศ.10 เป็นศิษย์ของท่านกามาลิเอล อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น ได้ศึกษาธรรมบัญญัติอย่างจริงจัง นับเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่แปลกที่อาจารย์เปาโลเมื่อก่อนนั้นคือผู้นำกองกำลังคอยกวาดล้างพวกที่เชื่อถือในพระเยซูคริสต์หรือพวกขบวนการพระเยซูคริสต์ในสมัยเริ่มแรกประวัติศาสตร์คริสตจักร เมื่อทราบว่า "ลัทธิคริสเตียน" กำลังแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วเพื่อจะปกป้องศาสนายิวหรือศาสนายูดาห์ให้มั่นคงปลอดภัย
เมื่อพระเจ้าได้ทำให้เซาโลกลับใจ ท่านเป็นเปาโลผู้ยอมเป็นทาสรับใช้พระเจ้าอย่างสุดชีวิต ถึงแม้จะถูกกลั่นแกล้งขัดขวางหรือถูกกดขี่ข่มเหงอย่างแสนสาหัสก็ตาม ท่านเป็นผู้ที่ออกไปประกาศและบอกกล่าวเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ และเป็นผู้ที่ทำให้ "ลัทธิพระเยซูคริสต์" เริ่มแยกตัวออกจากศาสนายูดาห์จนกลายเป็นศาสนาใหม่คือศาสนาคริสต์ ยิ่งกว่านั้นท่านยังเป็นผู้นำทางความคิดในการเปิดโอกาสและพื้นที่สำหรับคนต่างชาติให้ได้รับความรอดที่ผ่านมาทางพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่สงวนไว้สำหรับชาวยิวหรือต้องผ่านพิธีกรรมอันเป็นวัฒนธรรมแบบยิวเท่านั้น
ในแง่ของการเป็นผู้อภิบาล อาจารย์เปาโลเป็นผู้ที่คอยห่วงใยการดำเนินชีวิตคริสเตียนและชีวิตคริสตจักร คอยตักเตือนสั่งสอนให้สมาชิกคริสตจักรอยู่ในความเชื่อและอยู่ในทางของพระเจ้า จดหมายของท่านที่มีไปถึงคริสตจักรต่างๆ ได้เป็นหลักฐานคำสอนที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตของคริสตชนที่ต้องยึดถือและต้องปฏิบัติ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ให้แบบอย่างในการเตรียมคนรุ่นหลังสำหรับการทำพันธกิจในคริสตจักร เช่นการเตรียมทิโมธี ที่เป็นคนหนุ่มให้มีประสบการณ์ในการทำพันธกิจคริสตจักรอย่างมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง
อาจารย์เปาโลกลับใจและยอมรับใช้พระคริสต์อย่างไร? ในพระธรรมกิจการบทที่ 8 ข้อ 1-2 กล่าวถึงเซาโลที่ข่มเหงบรรดาผู้ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างโหดเหี้ยม แต่ในพระธรรมกิจการบทที่ 9 ข้อ 1-22 ได้กล่าวถึงการกลับใจของเปาโลขณะที่นำหมายคำสั่งของมหาปุโรหิตไปไล่ล่าพวกที่นับถือพระเยซูคริสต์ที่เมืองดามัสกัส ขณะที่เข้าใกล้เมืองนั้นมีแสงสว่างลงมาล้อมรอบตัวเขาทำให้ล้มลงและตาบอด (ข้อมูลของคาทอลิกแสดงลักษณะเหมือนว่าเป็นฟ้าผ่ากลางวัน) เซาโลได้ยินเสียงเรียกเตือนจากพระเยซูคริสต์เรื่องการตามข่มเหงคริสตจักรของพระองค์ และต่อมาเซาโลได้รับการรักษาด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณโดยอานาเนีย ศิษย์พระเยซูที่เมืองดามัสกัส เมื่อหายจากอาการตาบอดและเห็นได้อีกครั้ง เซาโลได้กลับใจรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งทำให้พวกยิวโกรธแค้นและจ้องที่จะกำจัดท่านเสีย แต่ท่านหนีรอดไปได้เพราะการช่วยเหลือของพวกคริสเตียน และออประกาศพระนามพระเยซูคริสต์อย่างไม่หวั่นกลัวต่อความทุกข์ยากลำบากทั้งปวง จนกระทั่งถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะที่หน้าประตูกรุงโรมเมื่อประมาณ ค.ศ.67 ในสมัยจักรพรรดิเนโรผู้ข่มเหงชาวคริสต์อย่างเหี้ยมโหดคนหนึ่ง
ในสมัยที่เปาโลมีชีวิตอยู่นั้นมีครูสอนและนักเทศน์แบบเร่ร่อนที่ออกสั่งสอนและเทศนาโดยทั่วไป คนพวกนี้มีบุคลิกดี มีวิธีการสอนที่น่าสนใจ แต่อาจารย์เปาโลมีบุคลิกทั้งทางกายภาพและการมีวาทศิลป์ที่ไม่อาจเทียบกับนักเทศน์แบบเร่ร่อนได้ แต่ท่านมีลักษณะเป็นคนพิเศษหรือมีบารมีพิเศษ (Charismatic authority) ที่ใครพบเห็นก็รู้สึกได้ถึงการมีพระวิญญาณอยู่ในตัว สามารถเทศนาสั่งสอนอย่างลึกซึ้ง พูดภาษาแปลกๆ และคนเข้าใจว่าท่านสามารถทำการอัศจรรย์ได้ด้วย
วิธีการประกาศของอาจารย์เปาโล จะไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองหลวงของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง พร้อมกับนำสหายร่วมงานประจำไปอีก 2-3 คนและเรียกคนในเมืองนั้นมาช่วยทำงานด้วย อาจารย์เปาโลมุ่งไปที่ธรรมศาลาประจำเมืองเป็นแห่งแรก ประกาศกับชาวยิวก่อนและกับชาวต่างชาติในภายหลัง เมื่อสามารถตั้งกลุ่มคริสตชนเป็นศูนย์กลางแล้ว ท่านกับคณะก็จะเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นในละแวกนั้น โดยยังมีการติดต่อกับกลุ่มคริสตชนที่ท่านจัดตั้งขึ้นด้วยการส่งคนไปเยี่ยมเยียนพร้อมกับจดหมายฝากแสดงความคิดถึงห่วงใยและสั่งสอนอยู่เสมอ วิถีแห่งการทำงานของอาจารย์เปาโลมีเป้าประสงค์อย่างเดียวคือสอนเรื่องพระเยซูให้ให้ผู้ฟังเข้าใจและรับได้ ท่านทำงานแบบเป็นหมู่คณะ ไม่ได้ฉายเดี่ยวแบบเป็นพระเอกคนเดียว
รูปแบบการประกาศของอาจารย์เปาโล ท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกลแบบ "สุดปลายแผ่นดินโลก" มีใจต้องการนำเรื่องของพระเยซูไปในที่ยังไม่เคยมีพวกคริสต์เข้าไป ขณะที่คนอื่นจะขยายคริสตจักรแบบตามโอกาส ไม่ค่อยมีแบบแผนหรือวิสัยทัศน์ในการแบ่งปันประสบการณ์แห่งการมีศรัทธาในพระเยซูคริสต์ให้กับผู้อื่นที่กว้างออกไป และเมื่อดูลักษณะการประกาศของอาจารย์เปาโลจะเห็นว่าเน้นการประกาศและทำพันธกิจในเมืองใหญ่ อยู่ในบริบทของวัฒนธรรมกรีก-โรมัน ซึ่งเป็นบริบทชีวิตของท่านเอง ท่านเกิดในเมืองใหญ่และทำงานกับชาวเมืองที่มีสภาพแวดล้อมทางสังคมแบบกรีก-โรมัน จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จของอาจารย์เปาโลเนื่องมาจากอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ท่านรู้จักดีนั่นเอง ข้อนี้น่าจะหนุนใจผู้รับใช้ด้านการเผยแพร่พระกิตติคุณเป็นอย่างดี เพราะบริบทของการประกาศในเมืองใหญ่เป็นแหล่งที่ไม่น่ากลัวสำหรับอาจารย์เปาโลเพราะเมืองใหญ่เป็นแหล่งที่ผู้คนมีฐานะดี มีเสรีภาพ เป็นผู้ที่ชอบแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ มีใจที่จะฟังสิ่งใหม่และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าชนบท
ในขณะที่ทำงานรับใช้พระเจ้า อาจารย์เปาโลยังหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง ท่านไม่ได้พึ่งพาการเงินของคริสตจักรหรือคริสตชนกลุ่มต่างๆที่ท่านมีส่วนจัดตั้งขึ้นเป็นหลัก ดังนั้นลักษณะการทำพันธกิจของเปาโลจึงเป็นที่รู้จักในทางศาสนศาสตร์ต่อมาว่าเป็นแบบ Tent Ministry คือท่านมีอาชีพในการเย็บเต็นท์ (กระโจม) ขายเพื่อเลี้ยงตนเอง จากบุคลิกของอาจารย์เปาโลเป็นคนที่ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง ดังนั้นท่านจึงทำงานแบบบุกเบิก บากบั่น และสรรค์สร้าง เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ทรงพลังคนหนึ่ง ท่านมีความห่วงใยกลุ่มคริสตชนที่ได้ก่อตั้งขึ้นและต้องการให้คริสตชนแต่ละแห่งมีคุณลักษณะสำคัญคือ (1) ต้องการให้แต่ละกลุ่มมีเอกภาพและสันติสุขในชีวิตธรรมดาของกลุ่มนั้นๆ (2) ต้องการให้สมาชิกดำเนินชีวิตโดยเป็นตัวอย่างอันดีแก่คนอื่น เป็นผู้ที่มีศีลธรรมสูงส่ง (3) ต้องการให้กลุ่มคริสตชนทุกกลุ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดีพอที่จะสามารถนำคนอื่นเข้ามาในกลุ่มของตนด้วย
สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งคือเรื่องการสื่อความเข้าใจเรื่องพระเยซูคริสต์ของอาจารย์เปาโล เมื่อท่านทำพันธกิจกับคนในบริบทสังคมวัฒนธรรมแบบกรีก-โรมัน อาจารย์เปาโลได้ดัดแปลงเรื่องพระเยซูที่เข้าใจกันในเขตปาเลสไตน์ให้เข้ากับวิธีคิดแบบกรีก-โรมัน ทำให้สังคมนั้นเข้าใจและยอมรับได้ มีนักวิชาการบางท่านวิเคราะห์ว่า แนวคิดทางศาสนศาสตร์ของอาจารย์เปาโลเป็นแบบเฉพาะหน้าที่เป็นการปรับวิธีคิดและความเข้าใจเรื่องพระเยซูให้สอดคล้องกับกับสังคมวัฒนธรรมที่ท่านไปทำการประกาศ แต่อย่างไรก็ดี อาจารย์เปาโลมีแนวคิดทางศาสนศาสตร์หลักที่สำคัญคือเรื่องความรอด โดยท่านสอนว่า มนุษย์จะได้รับความรอดโดยพระคุณ (grace) และความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่รอดเพราะธรรมบัญญัติและการรับรู้บางสิ่งบางอย่างที่ลึกลับ (mystery) โดยถูกต้อง เพราะประสบการณ์ของอาจารย์เปาโลคือผู้ที่ถือมั่นในธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัดมาก่อน แต่ท่านตระหนักในภายหลังว่า มาตรฐานชีวิตของท่านอยู่ที่มาตรฐานในการดำเนินชีวิตอย่างพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านมองการทรงเรียกนั้นเป็นพระคุณพระเจ้า ไม่ได้เป็นไปตามความดีงามของมนุษย์
(ตอนที่ 2)
ถึงพ่อครูหลวงแมคกิลวารี
พ่อครูหลวงแมคกิลวารี เป็นใครและสำคัญอย่างไร หากจะสาธยายถึงผู้รับใช้พระเจ้าท่านนี้คงเป็นเรื่องยืดยาว แต่ในพื้นที่อันจำกัดก็อยากให้ผู้อ่านได้รับรู้เพียงสังเขปว่า พ่อครูหลวงแมคกิลวารีเป็นมิชชันนารีชาวอเมริกันผู้บุกเบิกนำคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์มาเผยแพร่และเป็นผู้มีส่วนอันสำคัญในการนำโลกแห่งความทันสมัยแบบตะวันตก (Westernization) สู่ดินแดนล้านนา เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเผยแพร่พระกิตติคุณที่ก่อให้เกิดสถานีมิชชันและคริสตจักรท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง อีกทั้งแนวคิดและการปฏิบัติทางศาสนาของท่านมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อคริสต์ศาสนศาสตร์ไทย โดยเฉพาะของคริสตจักรทางภาคเหนือ
พ่อครูหลวงแมคกิลวารีนับเป็นมิชชันนารีที่ได้รับการยอมรับและให้เกียรติยกย่องมากที่สุดนับจากกษัตริย์-สามัญชน ดังปรากฏในวาระครบรอบการสมรส 50 ปีของพ่อครูหลวงกับนางโซเฟียในเดือนธันวาคม 1910 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชสาสน์แสดงความยินดีและทรงอวยพระพรผ่านสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น และในพิธีฌาปนกิจศพอันเป็นวาระสิ้นสุดของพ่อครูหลวงในปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ.1911 ผู้คนต่างหลั่งไหลมาร่วมไว้อาลัยอย่างมืดฟ้ามัวดิน ดังมีบันทึกของผู้นำคณะมิชชันฝ่ายต่างประเทศของคริสตจักรเพรสไบทีเรียนแห่งสหรัฐอเมริกา ไว้ว่า
"...อาณาจักรลาวไม่เคยเห็นงานศพใด ๆ ที่เป็นสักขีพยานให้กับชีวิตของผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเท่าครั้งนี้ เจ้านาย ผู้สำเร็จราชการ ข้าหลวง ต่างเศร้าโศกไปพร้อม ๆ กับหมู่เหล่าสามัญชน ธุรกิจในเชียงใหม่ปิดลง สำนักงานต่าง ๆ ก็เช่นกัน ธงชาติถูกลดลงครึ่งเสา ในขณะที่ขบวนแห่ได้นำมิชชันนารีผู้ยิ่งใหญ่ไปสู่สถานที่พักผ่อนแห่งสุดท้ายอย่างสงบ..."[2]
พ่อครูหลวงแมคกิลวารี ได้ปฏิบัติงานท่ามกลางชนชาวสยามและชาวล้านนาอย่างยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ (คือตั้งแต่ค.ศ.1858-1911) นับเป็นมิชชันนารีที่มีอุดมการณ์อันเด็ดเดี่ยวมั่นคงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ซึ่งจากการศึกษาชีวิตของท่านทำให้คิดเปรียบเทียบไปถึงอาจารย์เปาโลนักประกาศผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์คริสตจักรสมัยเริ่มแรกเป็นตัวอย่างสำคัญของบรรพชนที่มุ่งมั่นรับใช้พระเจ้าอย่างสุดชีวิต
เบื้องหลังชีวิตของพ่อครูหลวงแมคกิลวารี ท่านเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายสก๊อต (ดินแดนกำเนิดลัทธิเพรสไบทีเรียน) ที่มีบรรพบุรุษจากเกาะสกาย เขตไฮแลนด์ ประเทศสก๊อตแลนด์ อพยพมายังสหรัฐตั้งถิ่นฐานที่เมืองมัวร์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลน่าเมื่อ ค.ศ.1789 เป็นบุตรคนสุดท้องของมัลคอล์มผู้เป็นบิดาที่แต่งงานกับลูกสาวตระกูลแมคอิเวอร์ เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ.1828 ตั้งแต่วัยเด็กท่านอยู่ในบรรยากาศทางศาสนาอย่างเข้มข้น คืออยู่ในครอบครัวเพรสไบทีเรียนที่เคร่งครัดจริงจัง อยู่ในบรรยากาศของการศึกษาที่มีศาสนาเป็นพื้นฐาน ได้รับการสอนรวีวารศึกษาจากคริสตจักรเมโธดิสท์ที่เมืองพิทสโบโรทำให้ชีวิตคริสเตียนมีชีวิตชีวา และพ่อครูหลวงยังได้กลับใจรับเอาพระเยซูคริสต์เป็นผู้นำทางชีวิตอย่างแท้จริงเนื่องจากมีการเทศนาฟื้นฟูที่คริสตจักรแห่งนี้ จากนั้นชีวิตของท่านมุ่งมั่นกับการศึกษาในทางรับใช้พระเจ้า โดยท่านได้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนรวรีวารศึกษาของคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่เมืองพิทสโบโร (คริสตจักรที่ได้ตั้งขึ้นใหม่ในเมืองนี้) ต่อมาท่านเข้าศึกษาที่วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมปริ๊นสตันเมื่อ ค.ศ.1853 ขณะศึกษาปีที่ 4 ได้รับฟังคำบรรยายของนายแพทย์ซามูเอล เฮาส์ (มิชชันนารีของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนที่มายังสยามเมื่อ ค.ศ.1847) ทำให้แดเนียล แมคกิลวารี ตัดสินใจมาเป็นมิชชันนารีที่สยาม
ช่วงรอโอกาสที่จะเดินทางมายังสยามนั้นท่านเป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักร 2 แห่งที่อยู่ห่างไกลกันพอสมควร ซึ่งต้องเดินทางเป็นประจำเพื่ออภิบาลสมาชิกคริสตจักร นับเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ท่านเป็นนักเดินทางผจญภัยและเผยแพร่คริสต์ศาสนาที่ทรหดคนหนึ่ง พ่อครูหลวงแมคกิลวารีได้รับการสถาปนาเป็นศาสนาจารย์และแต่งตั้งเป็นมิชชันนารีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ.1857 พร้อมกับโจนาธาน วิลสัน สหายร่วมชั้นเรียนพระคริสตธรรมปริ๊นสตัน ครอบครัวศาสนาจารย์วิลสันและศาสนาจารยแมคกิลวารี (ยังเป็นโสด) ได้เดินทางจากสหรัฐอเมริกา 11 มีนาคม ค.ศ.1858 ถึงกรุงเทพฯ 20 มิถุนายน ค.ศ.1858
จากประสบการณ์ชีวิตของพ่อครูหลวงแมคกิลวารีอยู่ในบริบทที่สำคัญสองประการ คือท่านเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเพรสไบทีเรียน (สำนักเก่า) อย่างเต็มตัว และอยู่ในบริบทและบรรยากาศของการตื่นตัวทางจิตวิญญาณครั้งที่ 2 (The Second Great Awakening) ซึ่งเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 ถึงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นกระบวนการฟื้นฟูที่กระตุ้นและเร้าอารมณ์ผู้คนในสังคมให้ เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์และการพิพากษาครั้งสุดท้าย เป็นความเชื่อในเรื่องกัลปาวสาน (Millennialism) ปลุกเร้าความเชื่อเรื่องการสร้างแผ่นดินของพระเจ้า โดยมองว่าอเมริกันเป็นประชากรที่ถูกเลือกและเป็นอิสราเอลใหม่ในการทำพันธกิจนี้ จากการหล่อหลอมของเพรสไบทีเรียนสำนักเก่าและบรรยากาศของการฟื้นฟูตื่นตัวทางจิตวิญญาณครั้งที่สอง ทำให้พ่อครูหลวงแมคกิลวารีมีความมุ่งมั่นในการเป็นมิชชันนารีโพ้นทะเล ท่านตัดสินใจมายังสยามโดยความเข้าใจว่าเป็นดินแดนที่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องพระกิตติคุณแห่งพระเยซูคริสต์เจ้า
การฟื้นฟูทางจิตวิญญาณและโลกทัศน์ทางศาสนาได้สร้างอุดมการณ์ของพ่อครูหลวงที่สำคัญ 2 ประการคือ เรื่องการทรงเรียกและการทรงนำของพระเจ้า (Providential) กับเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบ (Duty) ต่อการทรงเรียกและทรงนำในการนำสิ่งดีของพระเจ้าเข้าทดแทนสิ่งชั่วร้ายฝ่ายซาตาน ซึ่งเป็นวิธีคิดเรื่องการแบ่งโลกเป็นฝ่ายดี (พระเป็นเจ้า) กับฝ่ายชั่วร้าย (มารซาตาน) อันเป็นคติและความเชื่อที่ว่า ความบริสุทธิ์ของพระเป็นเจ้าจะมีส่วนร่วมกับความอธรรมของซาตานไม่ได้ (เป็นวิธีคิดแบบปกติทั่วไปของชาวอเมริกันในสมัยของพ่อครูหลวง)
ช่วงชีวิตของการเป็นมิชชันนารีในสยามและล้านนาของพ่อครูหลวงแมคกิลวารีแบ่งเป็น 3 ช่วง คือช่วง ค.ศ.1858-1860 อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่งงานกับโซเฟีย บุตรสาวหมอบรัดเลย์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1860 ช่วง ค.ศ.1861-1866 ตั้งสเตชันที่เพชรบุรี พร้อมกับครอบครัวศาสนาจารย์ซามูเอล จี. แมคฟาร์แลนด์ (จาก มลรัฐเพนซิลวาเนีย) ต่อมาช่วง ค.ศ.1867-1911 ได้ตั้งสเตชันที่เชียงใหม่และเปิดมิชชันลาว ทำงานที่นี่จนถึงแก่กรรม ในวันที่ 22 สิงหาคม 1911 ตลอดชีวิตของท่านที่ปฏิบัติงานในสยามและล้านนาจะเห็นได้ว่า ท่านมีแกนกลางที่สำคัญอย่างเดียวคือการประกาศ นั่นคือการเที่ยวสำรวจดินแดนล้านนาอย่างกว้างไกลในช่วงยี่สิบหกปีแรกของท่าน (ค.ศ.1872-1898) จำนวน 12 ครั้ง เพื่อเป้าหมายของการประกาศโดยตรง อีกทั้งการนำการแพทย์สมัยใหม่และการตั้งการศึกษาแบบตะวันตกในดินแดนล้านนารวมถึงการเสนอจัดตั้งชั้นฝึกอบรมพระคริสต์ธรรมใน ค.ศ.1883 ก็ยังเป็นการจัดตั้งเพื่อประกาศเป็นหลักสำคัญ
ทัศนคติด้านการประกาศพระกิตติคุณของพ่อครูหลวงแมคกิลวารี มองว่าหน้าที่ของท่านคือการ "เปลี่ยน" คนจากฝ่ายซาตานให้กลับใจเป็นคนฝ่ายพระเจ้า และเมื่อมองการเปลี่ยนว่าเป็นการประกาศ กิจกรรมต่างๆ ที่นำมาก็เพื่อทำให้เกิดการ "เปลี่ยน" จากฝ่ายหนึ่งไปอยู่ในโลกอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อท่านเข้ามายังเมืองสยามได้พยายามผูกมิตรกับชนชั้นปกครอง พระสงฆ์ และผู้นำทางภูมิปัญญาของท้องถิ่นหรือ "พุทธปัญญาชน" ในสมัยนั้นก็เพื่อต้องการเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดหรือเปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ตามแบบคริสต์ศาสนาที่ท่านเชื่อว่าเป็นโลกทัศน์ที่ถูกต้อง โดยหวังว่า เมื่อมีโลกทัศน์ที่ถูกต้องแล้วคนเหล่านั้นย่อมจะหันมารับเอาคริสต์ศาสนาด้วย ท่านมีความเห็นว่า การประกาศมีอยู่สองระดับคือการเทศนาและการสอนพระคัมภีร์เป็นระดับแรกสูงสุด ส่วนการใช้การแพทย์ การศึกษา หรือการจัดตั้งโรงพิมพ์รวมถึงกิจกรรมทางสังคมอื่นๆถือเป็นอันดับสองรองลงมา
แนวความคิดในการใช้การแพทย์เพื่อการประกาศพระกิตติคุณของพ่อครูหลวงแมคกิลวารีได้ยกอุทาหรณ์ในสมัยพระเยซูคริสต์ที่ได้ทรงรักษาคนเจ็บป่วยโดยวิธีการแบบ "การอัศจรรย์" โดยท่านเชื่อมโยงทักษะทางการแพทย์แบบตะวันตกกับการรักษาแบบอภินิหารในสมัยพระเยซูคริสต์เป็นอย่างเดียวกัน นั่นคือ ทักษะการแพทย์แบบตะวันตกจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ต่อพวกที่ไร้พระเป็นเจ้าจะสามารถเปิดใจชาวล้านนาง่ายกว่าอย่างอื่น เมื่อมีการถ่ายทอดรู้และเทคนิควิทยาการทางการแพทย์แบบตะวันตกในล้านนาได้อย่างมั่นคงเพียงใดก็จะเป็นสิ่งทำลายความเชื่อดั้งเดิมโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องผีและสิ่งเหนือธรรมชาติที่มิชชัน นารีเรียกว่าสิ่งงมงาย ทั้งนี้เพราะท่านมองเห็นว่า การที่สังคมล้านนาเชื่อในเรื่องผีเป็นอุปสรรคต่อการคิดอย่างถูกต้องและมีเหตุผลบนฐานคิดแบบวิทยาศาสตร์ (ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิธีคิดที่ถูกต้องแบบตะวันตก) และเมื่อปล่อยให้คนในสังคมนี้จมปลักอยู่กับความเชื่อเรื่องผีว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เจ็บป่วยหรือใช้วิธีการไสยศาสตร์ในการรักษานั้น หรือยิ่งมีโรคระบาดเกิดขึ้นบ่อยครั้งและร้ายกาจมากขึ้นเพียงไร การยึดถือในความเชื่องมงายก็ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
พ่อครูหลวงแมคกิลวารีได้วิธีการทางการแพทย์ว่าเป็นหนทางเข้าถึงผู้คนและนำคนมารู้จักกับคำสอนของพระเป็นเจ้า โดยมองว่า การใช้การแพทย์แบบตะวันตกเป็นสื่อที่ทำให้เรื่องราวของคริสต์ศาสนาแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางโดยมิชชันนารีไม่ต้องลงแรงไปเอง ในสมัยนั้นท่านเน้นย้ำว่า การแพทย์แบบตะวันตกเป็นกิจกรรมที่เอาชนะใจผู้คนมากกว่ากิจกรรมด้านอื่นๆ
เรื่องการศึกษา นับเป็นเรื่องหนึ่งที่พ่อครูหลวงแมคกิลวารีได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง อาจเป็นเพราะว่า ท่านมีประสบการณ์ในการจัดตั้งโรงเรียนสามัญและเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนรวีวารศึกษาของคริสตจักรมาก่อน จากประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการศึกษาในสังคมโปรเตสแตนต์ในสหรัฐอเมริกาได้ใช้โรงเรียนและสถาบันการศึกษาชั้นสูงเพื่อสอนความเชื่อ ศีลธรรมและโลกทัศน์ของโปรเตสแตนต์ให้กับลูก หลานของกลุ่มชนที่ยังไม่เป็นคริสเตียนซึ่งศาสนาจารย์แมคกิลวารีนำมาใช้ในบ้านเราด้วย ดังที่ได้แสดง ออกครั้งแรกๆ คือเมื่อท่านได้พบกับชุมชนชาวลาวที่เพชรบุรี ได้มองเห็นว่า ถ้าหากสามารถจัดการศึกษาให้กับลูกหลานชาวลาวก่อนที่จะถูกครอบงำโดยการศึกษาแบบสยามคงจะได้ผลิตผลคริสเตียนที่ดีมีความรู้ และเมื่อท่านตั้งมิชชันที่เชียงใหม่ท่านพบว่า มีช่องทางหนึ่งที่จะจัดการศึกษาที่สนองต่อการประกาศโดย ตรงนั่นคือการจัดการศึกษาสำหรับสตรีคนเมือง ท่านวิเคราะห์ว่า สตรีในล้านนาไม่เพียงแค่เป็นแม่บ้านแม่เรือนเท่านั้นแต่ยังเป็นนายของครัวเรือนด้วย นั่นหมายถึงการเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกหลานในการอบรมถ่ายทอดความรู้ทางคริสต์ศาสนา ครอบครัวแมคกิลวารีโดยเฉพาะนางโซเฟีย แมคกิลวารี จึงได้ริเริ่มจัดการศึกษาสำหรับสตรีล้านนาซึ่งมีพัฒนาการต่อมาเป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัยในปัจจุบัน
"พ่อครูหลวง" นักสำรวจและนักประกาศสัญจรผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เมื่อเราได้ศึกษาและแกะรอยของพ่อครูหลวงแมคกิลวารี กิจกรรมหนึ่งที่ไดสร้างความอัศจรรย์ใจแก่ชนในยุคปัจจุบันอย่างยิ่งนั่นคือการเดินทางสำรวจและประกาศของท่านนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1872 ที่ได้เดินทางสำรวจและประกาศครั้งแรก จนถึง ค.ศ.1898 ได้เดินทางสำรวจและประกาศแบบสัญจรครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย รวม 12 ครั้ง
การเดินทางสำรวจครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1872 มีเป้าหมายที่เมืองหลวงพระบางอันเป็น "นครรัฐที่ใหญ่ที่สุดนครหนึ่งของราชอาณาจักรสยามและอยู่ห่างไกลที่สุด" เนื่องด้วยวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการประกาศเผยแพร่อย่างทั่วถึงในดินแดนเขตพระราชอำนาจของกษัตริย์สยาม เส้นทางสำรวจเพื่อการประกาศครั้งแรกนี้เริ่มจากเชียงใหม่ไปทางเวียงป่าเป้า เชียงราย เชียงแสน เชียงของ หลวงพระบาง ย้อนกลับสู่ท่าเดื่อ - เมืองน่าน - แพร่ - ลำปาง - เชียงใหม่ ซึ่งต่อมาภายหลังเส้นทางนี้กลายเป็นเส้นทางหลักที่พ่อครูหลวง แมคกิลวารี มิชชันนารีผู้ร่วมงาน และคริสเตียนคนเมืองที่เป็นผู้ช่วยประกาศ ได้เดินทางอีกหลายครั้งเพื่อการประกาศและเยี่ยมเยียนชุมชนคริสเตียนที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติพันธกิจของท่าน นอกจากนี้ท่านยังเดินทางสำรวจภายเขตท้องที่เชียงใหม่ด้วย เช่น เส้นทางเชียงใหม่ เชียงดาว เมืองพร้าว และเมืองฝาง ซึ่งแต่ละแห่งที่ท่านไปถึงได้ก่อให้เกิดชุมชนคริสเตียนที่ภายหลังต่อมาก็ได้รับการได้จัดตั้งเป็นคริสตจักร
การประกาศสัญจรของพ่อครูหลวงแมคกิลวารีกับคณะในช่วงหลังยังได้เดินทางออกไปนอกเขตพระราชอำนาจของกษัตริย์สยามถึงเขตแคว้นเชียงตุงของพม่า จนถึงแคว้นสิบสองปันนาทางตอนใต้ของจีน และครั้งสุดท้ายเข้าไปยังหลวงพระบาง (เวลานั้นตกอยู่ภายใต้การยึดครองของฝรั่งเศสแล้ว) ซึ่งจากการศึกษาหนังสืออัตชีวประวัติของพ่อครูหลวงแมคกิลวารีจะเห็นได้ว่าในการเดินทางประกาศสัญจรแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบากต้องบุกป่าฝ่าดงลงห้วยข้ามภูเขา การเผชิญกับปัญหาระหว่างการเดินทางและอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่า พ่อครูหลวงแมคกิลวารีได้หลงใหลในการเดินทางประกาศสัญจรเป็นชีวิตจิตใจ ท่านได้ผูกมิตรกับผู้คนทั้งในระดับผู้นำและชาวบ้านธรรมดาจนในระยะหลังท่านกล่าวว่าได้มีมิตรสหายตลอดเส้นทาง เมื่อถึง ค.ศ.1898 ท่านเดินทางครั้งสุดท้ายไปยังหลวงพระบางพร้อมกับผู้ช่วยคนเมืองเพื่อติดตามงานของท่านที่ทำไว้กับพวกขมุและพวกข่าเม็ดที่นั่น
เป็นที่สังเกตว่า ในการเดินทางประกาศสัญจรแต่ละครั้งพ่อครูหลวงแมคกิลวารีมักจะนำมิชชันนารีใหม่ร่วมเดินทางไปด้วยคงมีนัยว่า เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แต่หากมองในแง่หนึ่งอาจเป็นกลอุบายของท่านที่ต้องการให้มิชชันนารีใหม่ได้มีประสบการณ์อย่างซึ้งกับการประกาศพระกิตติคุณ เป็นการตอกย้ำอุดมการณ์ของการประกาศ (evangelical) ให้เข้มแข็ง ตลอดชีวิตแห่งการรับใช้ของพ่อครูหลวงแมคกิลวารีจะเห็นได้ว่า ท่านเป็นนักประกาศสัญจรผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังที่นายแพทย์เจมส์ แมคเคน ได้เขียนไว้ว่า
"...ท่านจะตื่นตัวอยู่เสมอสำหรับโอกาสทุกครั้งโดยไม่คำนึงถึงเวลาหรือระยะทางหรือความยาก ลำบากของสภาวะอากาศที่ไม่อำนวยหรือน้ำป่า ป่าดงพงไพร ฯลฯ ท่านก็ยังดำเนินรอยตามพระผู้เป็นเจ้าในการเสาะแสวงหาวิญญาณที่หลงทางให้รอดพ้น การเดินทางครั้งหลังสุดของท่านซึ่งคงจะเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยครั้งสุดท้ายนั้นเป็นการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยและยาวนานบนหลังม้า ผ่านทุ่งนาที่เฉอะแฉะเป็นโคลนตมและมีเหมืองฝายลึกหลายแห่งก็เพียงเพื่อจะไปเยี่ยมคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนของท่านหลายปีมาแล้วและเป็นคนที่สนใจศาสนาคริสเตียน"
ในการศึกษาชีวิต ความคิด และพันธิจของพ่อครูหลวงแมคกิลวารีจากเอกสารหลักฐานในที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะกับหนังสืออัตชีวประวัติของท่าน เราจะเห็นถึงวิญญาณแห่งมิชชันนารีในการประกาศพระกิตติคุณและความห่วงใยชีวิตของผู้ที่ยังยังไม่ได้รับเอาพระเยซูคริสต์ของพ่อครูหลวงอย่างเข้มข้น การพลัดตกจากหลังม้าครั้งหลังสุดก็เนื่องจากท่านรีบไปเยี่ยมมิตรสหายที่เจ็บป่วยที่คริสตจักรแม่ปูคา ในหมู่บ้านที่น้อยสุริยะกับหนานชัย วีรชนแห่งความเชื่อสมัยเริ่มแรกคริสต์ศาสนาในล้านนาถูกประหารชีวิตนั่นเอง
หากกล่าวโดยสรุปเราจะเห็นว่า พ่อครูหลวงแมคกิลวารีที่มีความคิด โลกทัศน์ และอุดมการณ์ของตนอย่างเด่นชัด และท่านยึดมั่นทำตามความคิด โลกทัศน์ และอุดมการณ์นั้นอย่างสุดชีวิตจิตใจ ที่สูงสุดเหนือสิ่งใดก็คือ ท่านอุทิศตนเองในการทำพันธกิจของพระเจ้าอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จึงนับเป็นครูคนสำคัญที่คริสตชนทั้งหลายจะได้เรียนรู้และเป็นแบบอย่าง เช่นเดียวกันกับอาจารย์เปาโลที่อุทิศตนให้กับพระเยซูคริสต์จนวาระสุดท้ายของชีวิต วาทกรรมแห่งการรับใช้ของอาจารย์ปาโลที่สำคัญยิ่งปรากฏในฟิลิปปีบทที่ 1 ข้อ 21 "เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และการตายก็ได้กำไร" ขณะที่พ่อครูหลวงบันทึกข้อความสุดท้ายในหนังสืออัตชีวประวัติของท่านไว้ว่า
"ผมไม่อาจจบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตได้โดยไม่แสดงออกถึงความรู้สึกสำนึกในบุญคุณในนามของภรรยาและของผมเอง ต่อบรรดามิตรสหายไม่ว่าจะเป็นคนพื้นเมืองหรือชาวตะวันตกที่มีความโอบอ้อมอารีต่อพวกเราในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด ขอขอบพระคุณพระเจ้าซึ่งประทานสิ่งดีทั้งปวงให้กับเราทั้งสอง และทรงให้โอกาสแก่ชีวิตอันยาวนานที่เต็มไปด้วยพระพรอันเหลือล้นจากพระองค์ที่นำไปสู่การวางรากฐานและประจักษ์พยานแห่งความเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของคริสตจักรของพระเยซูคริสต์เจ้าในเขตสยามตอนเหนือ"
จากอาจารย์เปาโลถึงพ่อครูหลวงแมคกิลวารีเป็นวิถีชีวิตที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ส่วนเราท่านจะอยู่ในโลกนี้อย่างมีคุณค่าและจากไปอย่างมีความหมายได้อย่างไร ขอจงพิจารณาดูเอาเองเถิด...อาเมน
[1]ความเข้าใจต่ออาจารย์เปาโลมาจากงานเขียนของ เฮอร์เบิท สวอนสัน. ทางใหม่บนสายเก่า : สองร้อยปีแรกของคริส์ศาสนา (ฉบับร่างครั้งที่ 3). เชียงใหม่ : ฝ่ายประวัติศาสตร์ สภาคริสตจักรในประเทศไทย, 1999. (เอกสารอัดสำเนา) และ คุณพ่อวัชศิลป์ กฤษเจริญ, ประวัติของนักบุญปาโล และบทเรียนจากจดหมายนักบุญเปาโล 13 ฉบับ. www.kamsondeedee.com
[2] Daniel McGilvary, A Half Century among the Siamese and the Lao (New York : Fleming H. Revell, 1912), p.5. และ แดเนียล แมคกิลวารี, กึ่งศตวรรษในหมู่คนไทยและคนลาว : อัตชีวประวัติของศาสนาจารย์ เดเนียล แมคกิลวารี, แปลโดย จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2544), 8. |