|
บันทึกการเดินทาง รีทรีตประเทศเกาหลี
โดย ผป.ประสิทธิ์ พงศ์อุดม
หน่วยงานจดหมายเหตุประวัติศาสตร์และวิจัย
สภาคริสตจักรในประเทศไทย
.........................................
ข้าพเจ้าและผู้ร่วมทางในการรีทรีตที่ประเทศเกาหลีประกอบด้วยบุคลากรสำนักงานสภาคริสตจักรในประเทศไทย ประธานกรรมการพันธกิจบางท่านกับผู้อำนวยการหน่วยงาน ได้มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศเกาหลีระหว่างวันที่ 22-27 ตุลาคม 2009 โดยมีเป้าหมายที่ค่ายอธิษฐานอานซองของกลุ่มคริสตจักร Songtan-jeil Presbyterian Church ซึ่งอยู่ในเมืองอันซอง (Ansung City) ห่างจากกรุงโซลประมาณ 180 กิโลเมตร โดยคณะที่ไปร่วมกันครั้งนี้นอกจากบุคลากรบางส่วนที่ทำงานในสำนักงานสภาคริสตจักรที่กรุงเทพฯแล้ว ผู้บริหารหน่วยงานและสถาบันการศึกษาที่ขึ้นตรงต่อสำนักเลขาธิการ สภาคริสตจักรในประเทศไทย ที่ทำงานในเชียงใหม่ก็ได้ร่วมขบวนด้วยรวม 5 คน ได้แก่ ผป.สุภาพร ญาณสาร ผป.ภาวินี ภัควนิตย์ ศาสนาจารย์สนั่น วุฒิ อาจารย์ปัญญา สกุลปั้นทรัพย์ และข้าพเจ้า ผป.ประสิทธิ์ พงศ์อุดม (ผู้ช่วยผู้อำนวยการหน่วยงานจดหมายเหตุประวัติศาสตร์และวิจัย) มีกำหนดการที่รู้ในเบื้องต้นคือ ทั้งห้าคนนี้ต้องออกเดินทางจากเชียงใหม่โดยสายการบินไทยเวลา 21.10 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2009 เพื่อไปต่อเครื่องบินสายการบินโคเรียนแอร์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่จะออกเดินทางเวลาเที่ยงคืนครึ่ง จากการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อหวังว่าจะทำให้การเดินทางนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องเฉกเช่นการเลื่อนไหลของสายพานโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบตามกระบวนนั้น ได้สร้างประสบการณ์สุดระทึกดังที่จะบรรยายต่อไปนี้
ประมาณบ่ายวันที่ 22 ตุลาคม 2009 ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากผู้รับผิดชอบเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพฯว่า ให้เตรียมตัวพร้อมรับอากาศหนาวและลมกระโชกแรง และให้เราโหลดกระเป๋าแบบทรูคือผ่านเข้าเครื่องบินของสายการบินโคเรียนแอร์พร้อมทั้งจองที่นั่งสำหรับการเดินทางจากกรุงเทพฯด้วย (จริงๆแล้วทำไม่ได้เพราะคนละสายการบิน) ดังนั้นจากเดิมที่เคยคิดจะไปถึงสนามบินเชียงใหม่สักสองทุ่ม คณะของเราจึงนัดเวลาไม่เกินทุ่มครึ่งเพื่อจะไม่เกิดปัญหาผิดพลาด เราทั้งห้าคนไปถึงที่หมายในเวลาไล่เลี่ยกันตามนัด และเตรียมบุ๊คตั๋วและที่นั่งเครื่องบิน เกิดการขลุกขลักเล็กน้อยเมื่ออาจารย์สนั่นลืมเอาพาสปอร์ตติดตัวไปด้วย ต้องเดือดร้อนภรรยาคืออาจารย์จารุวรรณ ต้องขับรถจากบ้านสารภีเอาพาสปอร์มาส่ง และเนื่องด้วยอาจารย์สนั่นเป็นสมาชิกบัตรทองของสายการบินไทย จึงเอาพาสปอร์ตของเราและเอกสารการซื้อตัวเครื่องบินไปดำเนินการที่เคาท์เตอร์เช็คอิน เสร็จแล้วก็ได้สติกเกอร์ I.Q.C แสดงว่าเราได้ผ่านการตรวจและโหลดกระเป๋าจากเชียงใหม่กันเรียบร้อยแล้ว จึงพากันติดสติกเกอร์ที่ตัวและรอขึ้นเครื่องบินต่อไป
เมื่อรอสักพักใหญ่ขณะที่อาจารย์สุภาพรเล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับคนบ้าโรงพยาบาลสวนปรุงที่ถูกหมอชักชวนไปดวงจันทร์โดยการขี่ลำแสงไฟฉายสปอร์ตไลท์ (แต่ไม่มีใครไป) ก็มีประกาศว่า เครื่องบินสายการบินไทยเที่ยวนี้ต้องล่าช้าออกไปเป็นเวลาประมาณ 21.50 น. เราบางคนรู้สึกกังวลว่าจะไม่ทันเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ส่วนใหญ่ก็ใจชื้นเพราะสัมภาระของพวกเราถูกโหลดขึ้นเครื่องแบบผ่านแล้ว ยิ่งกว่านั้นเมื่อมีเจ้าหน้าที่เช็คอินของสายการบินไทยผ่านมา อาจารย์สนั่นได้ถามเจ้าหน้าที่ซึ่งก็ได้รับคำตอบแบบไม่โสภาเท่าไรนักว่า เราจะไม่ตกเครื่องบินที่กรุงเทพฯ แน่นอนเพราะมีผู้โดยสารตั้ง 5 คน เขาคงรอผู้โดยสารแน่ๆ ทำให้เราไม่กังวลนัก
เครื่องบินสายการบินไทยเดินทางจากเชียงใหม่ก็น่าจะสี่ทุ่มแล้ว ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 23.15 น. และต้องเสียเวลาขึ้นรถขนส่งผู้โดยสารเข้าสู่สนามบินอีกเพราะเครื่องบินล่าช้าไม่สามารถจอดเทียบกับช่องทางของสนามบินได้ เมื่อเราลงจากรถต่างวิ่งกรูเข้าไปยังสนามบินก็ประมาณห้าทุ่มครึ่ง ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยที่ต้องเสียเวลาอีกไม่ต่ำกว่าสิบนาที เมื่อผ่านออกไปได้เราก็ไม่รู้ว่าจะไปต่อทางไหน แต่มีคนบอกให้ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสองก็พบกับเจ้าหน้าที่สายการบินไทยถือป้ายรับคนโดยสาร ในป้ายนั้นระบุผู้ที่ติด I.Q.C การบินทยด้วย เราก็วิ่งไปตามที่เจ้าหน้าที่ชี้บอก และพวกเราหลุดไปอยู่ในชั้นบนที่ต้องวิ่งกันเป็นทางยาวขณะที่เห็นว่าข้างล่างมีทางเดินบันไดเลื่อน ชักเอะใจว่าทำไมไม่มีทางออกหรือทางลงเลย และพวกเราก็ต้องหาทางออกกันโดยไม่มีใครหรือเจ้าหน้าที่คนใดแนะนำว่าจะออกอย่างไรเพื่อไปสมทบกับกลุ่มคณะกรุงเทพฯ
ขณะวิ่งกันเต็มที่ก็พอจะรู้ว่าเกิดปัญหาแน่แล้ว ในที่สุดหลังจากเร่งอยู่กว่าครึ่งชั่วโมงจึงพบทางลงและต้องชี้แจงกับเจ้าหน้าที่หญิงของสายการบินไทยที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีจึงให้เราลงไปได้เพื่อไปที่ประตูขึ้นเครื่องของสายการบินเกาหลี พวกเราดีใจที่เห็นพวกพ้องทางกรุงเทพฯยังรออยู่ แต่เมื่อเข้าไปที่เคาท์เตอร์ของสายการบินเกาหลีที่คอยตรวจเช็คคนขึ้นเครื่อง เขาถามหาบอร์ดดิ้งพาสหรือตั๋วขึ้นเครื่องบิน ปรากฏว่าพวกเราไม่มีเพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการรับบอร์ดดิ้งพาสที่สนามบนสุวรรณภูมิ เนื่องจากเข้าใจว่าทางการบินไทยจัดให้แล้วดังที่เขาได้ไล่ให้พวกที่ติด I.Q.C รีบไปเร็วๆโดยไม่ถามอะไร และอีกใจหนึ่งก็คิดว่า ผู้รับผิดชอบทางกรุงเทพฯคงจะบุ๊คที่นั่งไว้ให้แล้ว แต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิดเลย
เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดกระบวนการติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือเจ้าหน้าที่เช็คคนขึ้นเครื่องของสายการบินเกาหลี เขาว่าเป็นความผิดของเราที่มาช้า และทางสายการบินไทยที่เชียงใหม่ไม่ได้แจ้งเรื่องเครื่องดีเลย์หรือไม่ได้บอกว่ามีผู้โดยสารของสายการบินเกาหลีที่กำลังเดินทางมากับสายการบินไทยที่ดีเลย์นั้นด้วย จากความล่าช้าจึงทำให้สายการบินเกาหลีรับผู้โดยสารที่สแตนด์บายไว้แทนที่พวกเราแล้ว ขณะที่ทางฝ่ายเราก็มีการติดต่อกับเอเยนต์ขายตั๋วอย่างเร่งด่วน โดยคุณพนิดา มิตรกูล ผู้อำนวยการหน่วยงานบุคลากรพยายามติดต่อประสานงานแต่ไม่ได้ความชัดเจน จนกระทั่งคณะรีทรีตจากกรุงเทพฯต้องขึ้นเครื่องตามเวลากำหนด ทิ้งให้พวกเราห้าคนจากเชียงใหม่ได้แก้ไขปัญหากันเอาเอง
อาจารย์สุภาพร ญาณสาร เป็นผู้นำติดต่อประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสายการบินไทยเพื่อหาความชัดเจนว่าจะรับผิดชอบพวกเราอย่างไร เดิมทีได้ข้อมูลว่า จะให้เจ้าหน้าที่การบินไทยมารับผิดชอบพวกเราและจะให้เดินทางกับสายการบินไทยเที่ยวเจ็ดโมงเช้า แต่ขณะนั้นบังเอิญมีเครื่องบินสายการบินไทยที่จะไปเกาหลีดีเลย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตามกำหนดจะออกเวลาห้าทุ่ม แต่จนเกือบตีหนึ่งแล้วยังไม่ได้ออก และไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้ายที่เครื่องบินเที่ยวนี้มีที่ว่างอยู่ห้าที่ การพูดคุยต่อรองจึงเป็นไปอย่างเข้มข้นรวดเร็ว ในที่สุดอาจารย์สุภาพร ได้รับคำยืนยันจากเอเยนต์ว่าให้ซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ จึงได้ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินสำหรับพวกเราห้าคนเป็นเงินประมาณ 95,000 บาท โดยจ่ายผ่านบัตรเครดิตของอาจารย์สุภาพรนั่นเอง และให้เจ้าหน้าที่ของสายการบินไทยวิ่งเรื่องซื้อแบบทางลัด
ขณะที่กระบวนการจัดการเรื่องตั๋วกำลังดำเนินไปนั้นพวกเราสอบถามกับเจ้าหน้าที่เรื่องกระเป๋าที่โหลดขึ้นสายการบินเกาหลีนั้นจะทำอย่างไร ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่สาวสวยว่าจัดการเอาขึ้นเครื่องของการบินไทยแล้ว เราก็สบายใจพากันรอตั๋วเพื่อขึ้นเครื่องด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ต้องเร่งตัวเองอีกครั้งในการขึ้นเครื่องแต่มีบางคนก็ยังกังวลว่า ค่าตั๋วเครื่องบินเกือบแสนบาทนั้นใครจะรับผิดชอบ พวกเราหรือสายการบินไทยที่เป็นเหตุให้เราพลาดในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี ทั้งห้าคนเชื่อว่าพระเจ้าคงเตรียมการไว้อย่างเหลือเชื่อส่วนอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้นค่อยรอให้มาถึงเสียก่อนว่ากัน
การเดินทางไปประเทศเกาหลีที่มีเวลาเร็วกว่าประเทศไทยสองชั่วโมง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ประเทศไทยตีสี่ก็เท่ากับหกโมงเช้าบนน่านฟ้าของเกาหลี ขณะที่บินอยู่เหนือน่านฟ้าอยู่นั้นเราก็ถูกปลุกจากแอร์โฮสเตสเพื่อเสิร์ฟอาหารเช้า ผมนึกในใจว่า โอ้นี่เป็นการรับประทานอาหารเช้าตอนตีสี่เชียวหรือ (ไม่เคยทำมาก่อน) แต่เมื่อเขาเสิร์ฟมาเราก็รับไปแบบผะอืดผะอม แล้วก็เตรียมใจว่าไม่นานเครื่องบินก็จะลงแล้ว
เวลาประมาณแปดโมงครึ่งตอนเช้า เครื่องบิเกาหลีลงจอดที่สนามบินอินชอนเป็นสนามบินแห่งใหม่นอกกรุงโซล พวกเราตื่นเต้นกับสภาพบรรยากาศใหม่ๆและที่แปลกใหม่ และก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีใครอยู่รอรับหรือไม่ แต่เมื่อเห็นอาจารย์ยัง จุน โอ มิชชันนารีเกาหลีทำงานกับคริสตจักรภาคที่ 19 ได้คอยต้อนรับก็ใจชื้นและคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เราก็ผ่านเข้าระบบการตรวจคนเข้าเมือง อาจารย์โอต้องช่วยเหลืออย่างมากเพราะเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเขาสงสัยว่า คนกลุ่มนี้จะไปไหนทั้งที่มาคณะเดียวกัน กิจกรรมเดียวกันแต่แจ้งเรื่องที่พักเมื่ออยู่เกาหลีไปคนละที่คนละทาง ทั้งนี้เพราะเรายังไม่มีข้อมูลเลยว่าเราไปที่ไหน (บางคนยังสงสัยว่ามาทำอะไรเพราะไม่มีข้อมูลชัดตั้งแต่เมืองไทยแล้ว) ที่พักนั้นเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้ เมื่อมีคนพูดภาษาเกาหลีช่วยชี้แจงเจ้าหน้าที่ก็เลยหลุดออกไปได้ จากนั้นเราก็ไปรอคอยกระเป๋าที่โหลดขึ้นเครื่องบิน จนกระทั่งกระเป๋าใบสุดท้ายบนสายพานลำเลียงถูกยกออกไปจึงรู้ว่าเกิดปัญหาขึ้นอีกแล้ว เพราะไม่มีกระเป๋าของพวกเราเลยสักใบเดียว ต้องอาศัยอาจารย์ยังในการช่วยพูดคุยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้อีกครั้ง ทีแรกดูเหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่รับผิดชอบเรื่องกระเป๋าหายเพราะกระบวนการเรื่องเอากระเป๋าขึ้นเครื่องนั้นไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน แต่เจรจาอยู่สักพักหนึ่งเราจึงได้ลงบันทึกรายละเอียดว่ากระบวนการมาของพวกเรากับกระเป๋าที่หายไปมันเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเรารอความหวังว่าเขาคงจะตามให้ได้ แต่ถึงกระนั้นอาจารย์โอก็ยังไม่รับปากว่าจะได้หรือไม่อย่างไร

เราทั้งห้าคนออกจากสนามบินเพื่อไปยังค่ายอธิษฐานโดยคิดเสียว่าไปตายเอาดาบหน้า อาจารย์สนั่นบอกเทคนิกการใช้กางเกงในตัวเดียวในเวลาห้าวันให้แต่คงไม่มีใครคิดปฏิบัติเช่นนั้น พูดถึงเรื่องค่ายอธิษฐานซึ่งเดิมทีคิดว่าอยู่ใกล้ๆแบบชานเมืองและคณะเราคิดว่า ถ้าไม่เจอใครรอรับคงต้องจับแทกซี่ไปส่ง ทว่าเมื่อได้นั่งรถประจำทางไปปรากฏว่าใช้เวลากว่าสามชั่วโมง ค่าต๋วโดยสารคิดเป็นเงินไทยประมาณ 500 บาท (ถ้าเป็นแทกซี่น่าจะแพงกว่านี้สิบเท่า) ไปถึงสถานีขนส่งของอำเภอหนึ่งตอนบ่ายๆก็ได้แวะกินอาหารเที่ยงที่ร้านเล็กๆในนั้น เป็นการชิมรสอาหารเกาหลีมื้อแรก มีกิมจิหลายอย่างแถมให้กินฟรีอย่างหนำใจ แต่กินไปก็หวาดเสียวกลัวท้องเสียเพราะท้องว่างกันตั้งแต่เช้าและอาจแพ้ของหมักดอง

พวกเรารอรถของค่ายอธิษฐานที่จะมารับอีกทีหนึ่ง ก็ได้มีโอกาสเข้าห้องน้ำของสถานีขนส่ง สะอาดมากๆ และที่นั่นยังอินเตอร์เน็ตให้บริการฟรี มีน้ำชากาแฟบริการฟรีด้วย ที่ทำน้ำเย็นน้ำร้อนสุดไฮเทคจนพวกเราเหมือนกับบ้านนอกเข้ากรุงเลยทีเดียว ที่สำคัญเขาทำพิพิธภัณฑ์เล็กๆน่ารักไว้ให้ดูเล่น โดยเฉพาะการจัดสวนโอ่งไหที่เป็นของสำคัญคู่ชีวิตของคนเกาหลีดูดีไม่น้อย

เมื่อออกจากสถานีขนส่งนั้นเรามีโอกาสดูวิวทิวทัศน์สองข้างทางอย่างเต็มตา จากการเดินทางสังเกตว่า ภูมิประเทศของเกาหลีมีแต่ภูเขาและเราต้องลอดอุโมงค์หลายครั้ง มิชชันนารีเกาหลีบอกว่า พื้นที่ของเกาหลี 70 เปอร์เซ็นต์เป็นภูเขา และอีกอย่างหนึ่งคือเราเห็นโบสถ์คริสต์มีไม้กางเขนค่อนข้างถี่ ลักษณะของโบสถ์มีสองสามแบบคือแบบที่เป็นตึกในเมือง แบบโบสถ์ชั้นเดียวตามชนบท กับแบบที่มีโดมแหลมสูงขึ้นไปดูเด่นสง่า เมื่อไปถึงค่ายอธิษฐานที่อยู่บนดอยแล้วเราได้เข้าไปสมทบฟังคำชี้แจงของผู้บริหารสภาคริสตจักรในประเทศไทยด้วยอาการง่วงซึมเอาการ หลังจากนั้น เราขอบคุณพระเจ้าที่ได้ข่าวว่าทางเจ้าหน้าที่ของสายการบินที่ติดตามกระเป๋าส่งข่าวว่า กระเป๋าทั้งห้าคนจะมาถึงที่พักประมาณเที่ยงคืน ส่วนวันนั้นต้องจัดการเองว่าจะเอาอะไรใส่นอน มีคนเสนอความช่วยเหลือผมคืออาจารย์สุรกิจ กมลรัตน์ และอาจารย์สุพาพล ร่มโพธิ์ชี แต่ไม่ได้ใช้ของอาจารย์สุรกิจ เพราะอาจารย์สุพาพล มอบกางเกงกีฬา เสื้อคอกลม และกางเกงใน ให้ 1 ชุด จึงรอดตัวไป เมื่อรุ่งเช้าได้รับข่าวดีว่ากระเป๋าของแต่ละคนมาถึงแล้ว
ช่วงที่มีกิจกรรมรีทรีตนั้น มีการนมัสการ ฟังคำบรรยายและประสบการณ์รับใช้พระเจ้าของมิชชันนารีและศิษยาภิบาลคริสตจักรเกาหลี มีการออกไปเยี่ยมชมองค์กรและหน่วยงานของคริสตจักรเกาหลี ได้แก่ สำนักพิมพ์หนังสือคริสเตียน DURANNO สำนักงาน CGNTV ทัศนศึกษาหลายแห่งได้แก่หมู่บ้านวัฒนธรรม (Korean Folk Village) พระราชวังเก่า KYUNG BOK GUNG PALACE เที่ยวชมคลองCHUNG KYE CHEON (Brook) ซึ่งเป็นคลองในกรุงโซล์ที่สกปรกที่สุดแต่ถูกพัฒนาให้เป็นคลองน้ำใสสะอาด กลายเป็นที่เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจอย่างน่าชื่นชม (ทำให้นึกถึงน้ำแม่คาวที่เชียงใหม่ผมเห็นเขาเขียนป้ายติดที่สี่แยกบริเวณที่มีน้ำแม่คาวตัดผ่านว่า "แม่คาวสะอาดใส" ซึ่งเปลี่ยนเฉพาะป้ายแต่ไม่เปลี่ยนสภาพน้ำ) และได้เยี่ยมชมเมืองจำลองกับสวนสนุกล็อตเต้เวิร์ลด์ ได้รับประทานอาหารเกาหลีในร้านเก่าแก่มีชื่อเสียง ไปชอปปิ้งบ้างพอหอมปากหอมคอ และอื่นๆ จนถึงวันกลับก็รู้สึกพอดีๆกับประสบการณ์นี้
คณะรีทรีตเดินทางกลับในวันที่ 27 ตุลาคม 2009 โดยช่วงเช้าแวะไปเยี่ยมสำนักงาน GAPCK โดยมีอาจารย์คังอดีตมิชชันนารีทำงานกับคริสตจักรภาคที่ 6 สภาคริสตจักรในประเทศไทย เป็นผู้คอยต้อนรับ ตอนเที่ยงไปกินอาหารบุฟเฟต์ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง และได้ไปชอปปิ้งอีกรอบ จากนั้นได้เดินทางไปสนามบินอินชอน ถึงประมาณห้าโมงเย็น รอกระบวนการเช็คอินและรับบอร์ดดิ้งพาสของสายการบินเกาหลี ปรากฏว่ากลุ่มของเราสี่คนจากห้าคน (อาจารย์ภาวินี อยู่ดูงานต่อที่เกาหลีอีก 3 สัปดาห์) ไม่มีบอร์ดดิ้งพาสเพราะเขายกเลิกตั๋วตั้งแต่ตกเครื่องบินเกาหลีที่กรุงเทพฯแล้ว ต้องให้มิชชันนารีเกาหลีเจรจากันอยู่พักหนึ่งจึงได้สิทธิ์นั้นคืน และเราได้เดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิห้าทุ่มกว่า
บันทึกการเดินทางครั้งนี้ไม่อาจใส่รายละเอียดต่างๆได้ครบ แต่มีประสบการณ์อันสำคัญที่จะต้องจดจำก็คือเรื่องพลาดเครื่องบินจนต้องผจญภัยในอีกหลายกระบวนการตั้งแต่ต้นจนวันกลับ การผจญภัยที่ชวนระทึกนี้ทุกคนในคณะเชื่อมั่นว่าพระเจ้าได้เตรียมการไว้ให้เราอย่างดี เมื่อไว้วางใจพระองค์แล้วไม่ต้องตระหนกตกใจและก็เป็นเช่นนั้น และประสบการณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผมคือการได้ร่วมนมัสการที่คริสตจักร SEO-DAE-MOON CHURCH ที่มีบรรยากาศเหมือนโรงภาพยนตร์หรือโรงละครชั้นดี มีจอมอนิเตอร์อยู่เหนือธรรมาสน์ขึ้นไปสำหรับฉายภาพวิดิโอและเครื่องเสียงชั้นยอด ทำให้เป็นบรรยากาศของการมารับความบันเทิงมากกว่าเข้าศาสนสถานที่ดูเคร่งเครียด จึงไม่แปลกที่คริสเตียนเกาหลีชอบเข้าโบสถ์และอธิษฐานตอนรุ่งเช้า เพราะบรรยากาศของโบสถ์นั้นน่าเข้าไปพักใจใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่ไม่น้อย
 
ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ คงต้องขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ได้ประสบกับรสชาติแห่งความตื่นเต้นอันควรจดจำและเล่าขานต่ออย่างน่าภาคภูมิใจ และขอขอบคุณคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรในประเทศไทยที่ได้นึกถึงผู้ร่วมงานรับใช้พระเจ้าในส่วนที่ท่านดูแลให้ได้มีโอกาสสัมผัสและสร้างสมประสบการณ์ในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศเกาหลีซึ่งเป็นประเทศทางเอเชียที่มีคริสตจักรโปรเตสแตนต์มากที่สุด มีคริสเตียนมากที่สุด และมีมิชชันนารีออกไปทำพันธกิจยังต่างแดนมากที่สุดถึงประเทศตะวันตก ที่เคยเป็นประเทศจัดส่งมิชชันนารีมาทางบ้านเราเมื่อเกือบสองศตวรรษก่อน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรบันทึกแบบเก็บตกเก็บเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนความจำต่อไป
|