ประสบการณ์ประวัติศาสตร์คริสตจักรฯ
เขียนโดย ฝ่ายประวัติศาสตร์ฯ   

ประสบการณ์ประวัติศาสตร์คริสตจักรเกาหลีกับการศึกษาประวัติศาสตร์คริสตจักรไทย

โดย

ผป.ดร.ประสิทธิ์  พงศ์อุดม

.......................................

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ.2009 ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นกับ ดร.ฮวง ซู คิม (Kim, Heung Soo. Ph.D.) ผู้อำนวยการสถาบันประวัติศาสตร์คริสตจักรเกาหลี ที่ได้เดินทางเข้ามาเพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์คริสตจักรไทย ตามโครงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์คริสตจักรของเพื่อนบ้าน จากการพูดคุยทำให้รู้สึกถึงความตื่นตัวและตื่นเต้นในการศึกษาประวัติศาสตร์คริสตจักรของคริสตจักรในเกาหลี ที่ได้สร้างเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจในความเป็นคริสตจักรของตนเองจนถึงขั้นปรารถนาอยากเรียนรู้ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของคริสตจักรเพื่อนบ้านในเอเชียด้วยกัน ยิ่งกว่านั้นยังมีการปรึกษาหารือที่จะหาแนวทางสร้างเครือข่ายนักประวัติศาสตร์คริสตจักรเพื่อกระตุ้นความสนใจในการศึกษาวิจัยทางด้านนี้มากยิ่งขึ้น

จากการพูดคุยจะเห็นได้ว่า ความเจริญเติบโตของคริสตจักรเกาหลีสัมพันธ์กับความสนใจในการศึกษาประวัติศาสตร์คริสตจักรของตนเอง แต่ละคริสตจักรจะมีการทำการศึกษาวิจัย เก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ หลายแห่งมีพิพิธภัณฑ์หรือหอประวัติศาสตร์ของคริสตจักร ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือสถาบันศาสนศาสตร์ของเกาหลีทุกแห่งให้ความสำคัญกับวิชานี้อย่างมาก โดยนับรวมอาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์คริสตจักรในประเทศเกาหลีมีไม่ต่ำกว่า 100 คน สถาบันอุดมศึกษาของรัฐบางแห่งยังบรรจุวิชานี้ไว้ในหลักสูตรด้วย ซึ่งหากเทียบกับจำนวนอาจารย์และนักวิจัยที่ถือว่าเป็นนักประวัติศาสตร์คริสตจักรแล้ว ของเรายังมีน้อยมาก โดยของเราเมื่อเทียบกับของคริสตจักรเกาหลีแล้วไม่น่าจะถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์คริสตจักรโดยตรง แต่เป็นผู้ศึกษาในสาขาประวัติศาสตร์ที่ได้มาทำวิจัยประวัติศาสตร์คริสตจักรไทยตั้งแต่ ค.ศ. 1982 จึงถูกนับเป็นนักวิชาการประวัติศาสตร์คริสตจักรไปโดยปริยาย

การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นกับ ดร.คิม ทำให้เห็นแนวทางในการสร้างเครือข่ายงานด้านประวัติศาสตร์คริสตจักรที่ควรจะจัดตั้งอย่างเป็นรูปธรรม ดร.คิม ได้อ้างถึงการสัมมนาทางวิชาการของฝ่ายประวัติศาสตร์ สภาคริสตจักรในประเทศไทยเรื่อง "คริสต์ศาสนาในบริบทประวัติศาสตร์ไทย" เมื่อ ค.ศ. 1994 ที่เป็นการจัดครั้งแรกและครั้งเดียว โดยท่านกระตุ้นให้หน่วยงานจดหมายเหตุและประวัติศาสตร์ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย น่าจะจัดสัมมนาทางวิชาการในลักษณะเดียวกันนี้อีก โดยอาจจะจัดระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคเอเชียหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เป็นสิ่งที่น่าคิดและน่าทำ อย่างน้อยอาจเป็นการต่อยอดความรู้หรือชำระประวัติศาสตร์คริสตจักรไทย ให้เป็นประวัติศาสตร์ที่มีความหมายต่อความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีมาถึงคนในสังคมไทย และอาจจะกระตุ้นให้สถาบันศาสนศาสตร์ของไทยสนใจและให้ความสำคัญกับศาสตร์สาขานี้มากยิ่งขึ้นด้วย

 
รีทรีตเกาหลี
เขียนโดย ฝ่ายประวัติศาสตร์   

บันทึกการเดินทาง รีทรีตประเทศเกาหลี

 

โดย ผป.ประสิทธิ์ พงศ์อุดม

หน่วยงานจดหมายเหตุประวัติศาสตร์และวิจัย

สภาคริสตจักรในประเทศไทย

.........................................

 

ข้าพเจ้าและผู้ร่วมทางในการรีทรีตที่ประเทศเกาหลีประกอบด้วยบุคลากรสำนักงานสภาคริสตจักรในประเทศไทย ประธานกรรมการพันธกิจบางท่านกับผู้อำนวยการหน่วยงาน ได้มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศเกาหลีระหว่างวันที่ 22-27 ตุลาคม 2009 โดยมีเป้าหมายที่ค่ายอธิษฐานอานซองของกลุ่มคริสตจักร Songtan-jeil Presbyterian Church ซึ่งอยู่ในเมืองอันซอง (Ansung City) ห่างจากกรุงโซลประมาณ 180 กิโลเมตร โดยคณะที่ไปร่วมกันครั้งนี้นอกจากบุคลากรบางส่วนที่ทำงานในสำนักงานสภาคริสตจักรที่กรุงเทพฯแล้ว ผู้บริหารหน่วยงานและสถาบันการศึกษาที่ขึ้นตรงต่อสำนักเลขาธิการ สภาคริสตจักรในประเทศไทย ที่ทำงานในเชียงใหม่ก็ได้ร่วมขบวนด้วยรวม 5 คน ได้แก่ ผป.สุภาพร ญาณสาร  ผป.ภาวินี ภัควนิตย์ ศาสนาจารย์สนั่น วุฒิ อาจารย์ปัญญา สกุลปั้นทรัพย์ และข้าพเจ้า ผป.ประสิทธิ์ พงศ์อุดม (ผู้ช่วยผู้อำนวยการหน่วยงานจดหมายเหตุประวัติศาสตร์และวิจัย) มีกำหนดการที่รู้ในเบื้องต้นคือ ทั้งห้าคนนี้ต้องออกเดินทางจากเชียงใหม่โดยสายการบินไทยเวลา 21.10 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2009 เพื่อไปต่อเครื่องบินสายการบินโคเรียนแอร์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่จะออกเดินทางเวลาเที่ยงคืนครึ่ง จากการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อหวังว่าจะทำให้การเดินทางนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องเฉกเช่นการเลื่อนไหลของสายพานโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบตามกระบวนนั้น ได้สร้างประสบการณ์สุดระทึกดังที่จะบรรยายต่อไปนี้

ประมาณบ่ายวันที่ 22 ตุลาคม 2009 ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากผู้รับผิดชอบเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพฯว่า ให้เตรียมตัวพร้อมรับอากาศหนาวและลมกระโชกแรง และให้เราโหลดกระเป๋าแบบทรูคือผ่านเข้าเครื่องบินของสายการบินโคเรียนแอร์พร้อมทั้งจองที่นั่งสำหรับการเดินทางจากกรุงเทพฯด้วย (จริงๆแล้วทำไม่ได้เพราะคนละสายการบิน) ดังนั้นจากเดิมที่เคยคิดจะไปถึงสนามบินเชียงใหม่สักสองทุ่ม คณะของเราจึงนัดเวลาไม่เกินทุ่มครึ่งเพื่อจะไม่เกิดปัญหาผิดพลาด เราทั้งห้าคนไปถึงที่หมายในเวลาไล่เลี่ยกันตามนัด และเตรียมบุ๊คตั๋วและที่นั่งเครื่องบิน เกิดการขลุกขลักเล็กน้อยเมื่ออาจารย์สนั่นลืมเอาพาสปอร์ตติดตัวไปด้วย ต้องเดือดร้อนภรรยาคืออาจารย์จารุวรรณ ต้องขับรถจากบ้านสารภีเอาพาสปอร์มาส่ง และเนื่องด้วยอาจารย์สนั่นเป็นสมาชิกบัตรทองของสายการบินไทย จึงเอาพาสปอร์ตของเราและเอกสารการซื้อตัวเครื่องบินไปดำเนินการที่เคาท์เตอร์เช็คอิน เสร็จแล้วก็ได้สติกเกอร์ I.Q.C แสดงว่าเราได้ผ่านการตรวจและโหลดกระเป๋าจากเชียงใหม่กันเรียบร้อยแล้ว จึงพากันติดสติกเกอร์ที่ตัวและรอขึ้นเครื่องบินต่อไป

 

 

เมื่อรอสักพักใหญ่ขณะที่อาจารย์สุภาพรเล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับคนบ้าโรงพยาบาลสวนปรุงที่ถูกหมอชักชวนไปดวงจันทร์โดยการขี่ลำแสงไฟฉายสปอร์ตไลท์ (แต่ไม่มีใครไป) ก็มีประกาศว่า เครื่องบินสายการบินไทยเที่ยวนี้ต้องล่าช้าออกไปเป็นเวลาประมาณ 21.50 น. เราบางคนรู้สึกกังวลว่าจะไม่ทันเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ส่วนใหญ่ก็ใจชื้นเพราะสัมภาระของพวกเราถูกโหลดขึ้นเครื่องแบบผ่านแล้ว ยิ่งกว่านั้นเมื่อมีเจ้าหน้าที่เช็คอินของสายการบินไทยผ่านมา อาจารย์สนั่นได้ถามเจ้าหน้าที่ซึ่งก็ได้รับคำตอบแบบไม่โสภาเท่าไรนักว่า เราจะไม่ตกเครื่องบินที่กรุงเทพฯ แน่นอนเพราะมีผู้โดยสารตั้ง 5 คน เขาคงรอผู้โดยสารแน่ๆ ทำให้เราไม่กังวลนัก

เครื่องบินสายการบินไทยเดินทางจากเชียงใหม่ก็น่าจะสี่ทุ่มแล้ว ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 23.15 น. และต้องเสียเวลาขึ้นรถขนส่งผู้โดยสารเข้าสู่สนามบินอีกเพราะเครื่องบินล่าช้าไม่สามารถจอดเทียบกับช่องทางของสนามบินได้ เมื่อเราลงจากรถต่างวิ่งกรูเข้าไปยังสนามบินก็ประมาณห้าทุ่มครึ่ง ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยที่ต้องเสียเวลาอีกไม่ต่ำกว่าสิบนาที เมื่อผ่านออกไปได้เราก็ไม่รู้ว่าจะไปต่อทางไหน แต่มีคนบอกให้ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสองก็พบกับเจ้าหน้าที่สายการบินไทยถือป้ายรับคนโดยสาร ในป้ายนั้นระบุผู้ที่ติด I.Q.C การบินทยด้วย เราก็วิ่งไปตามที่เจ้าหน้าที่ชี้บอก และพวกเราหลุดไปอยู่ในชั้นบนที่ต้องวิ่งกันเป็นทางยาวขณะที่เห็นว่าข้างล่างมีทางเดินบันไดเลื่อน ชักเอะใจว่าทำไมไม่มีทางออกหรือทางลงเลย และพวกเราก็ต้องหาทางออกกันโดยไม่มีใครหรือเจ้าหน้าที่คนใดแนะนำว่าจะออกอย่างไรเพื่อไปสมทบกับกลุ่มคณะกรุงเทพฯ

ขณะวิ่งกันเต็มที่ก็พอจะรู้ว่าเกิดปัญหาแน่แล้ว ในที่สุดหลังจากเร่งอยู่กว่าครึ่งชั่วโมงจึงพบทางลงและต้องชี้แจงกับเจ้าหน้าที่หญิงของสายการบินไทยที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีจึงให้เราลงไปได้เพื่อไปที่ประตูขึ้นเครื่องของสายการบินเกาหลี พวกเราดีใจที่เห็นพวกพ้องทางกรุงเทพฯยังรออยู่ แต่เมื่อเข้าไปที่เคาท์เตอร์ของสายการบินเกาหลีที่คอยตรวจเช็คคนขึ้นเครื่อง เขาถามหาบอร์ดดิ้งพาสหรือตั๋วขึ้นเครื่องบิน ปรากฏว่าพวกเราไม่มีเพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการรับบอร์ดดิ้งพาสที่สนามบนสุวรรณภูมิ เนื่องจากเข้าใจว่าทางการบินไทยจัดให้แล้วดังที่เขาได้ไล่ให้พวกที่ติด I.Q.C รีบไปเร็วๆโดยไม่ถามอะไร และอีกใจหนึ่งก็คิดว่า ผู้รับผิดชอบทางกรุงเทพฯคงจะบุ๊คที่นั่งไว้ให้แล้ว แต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิดเลย

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดกระบวนการติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือเจ้าหน้าที่เช็คคนขึ้นเครื่องของสายการบินเกาหลี เขาว่าเป็นความผิดของเราที่มาช้า และทางสายการบินไทยที่เชียงใหม่ไม่ได้แจ้งเรื่องเครื่องดีเลย์หรือไม่ได้บอกว่ามีผู้โดยสารของสายการบินเกาหลีที่กำลังเดินทางมากับสายการบินไทยที่ดีเลย์นั้นด้วย จากความล่าช้าจึงทำให้สายการบินเกาหลีรับผู้โดยสารที่สแตนด์บายไว้แทนที่พวกเราแล้ว ขณะที่ทางฝ่ายเราก็มีการติดต่อกับเอเยนต์ขายตั๋วอย่างเร่งด่วน โดยคุณพนิดา มิตรกูล ผู้อำนวยการหน่วยงานบุคลากรพยายามติดต่อประสานงานแต่ไม่ได้ความชัดเจน จนกระทั่งคณะรีทรีตจากกรุงเทพฯต้องขึ้นเครื่องตามเวลากำหนด ทิ้งให้พวกเราห้าคนจากเชียงใหม่ได้แก้ไขปัญหากันเอาเอง

อาจารย์สุภาพร ญาณสาร เป็นผู้นำติดต่อประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสายการบินไทยเพื่อหาความชัดเจนว่าจะรับผิดชอบพวกเราอย่างไร เดิมทีได้ข้อมูลว่า จะให้เจ้าหน้าที่การบินไทยมารับผิดชอบพวกเราและจะให้เดินทางกับสายการบินไทยเที่ยวเจ็ดโมงเช้า แต่ขณะนั้นบังเอิญมีเครื่องบินสายการบินไทยที่จะไปเกาหลีดีเลย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตามกำหนดจะออกเวลาห้าทุ่ม แต่จนเกือบตีหนึ่งแล้วยังไม่ได้ออก และไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้ายที่เครื่องบินเที่ยวนี้มีที่ว่างอยู่ห้าที่ การพูดคุยต่อรองจึงเป็นไปอย่างเข้มข้นรวดเร็ว ในที่สุดอาจารย์สุภาพร ได้รับคำยืนยันจากเอเยนต์ว่าให้ซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ จึงได้ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินสำหรับพวกเราห้าคนเป็นเงินประมาณ 95,000 บาท โดยจ่ายผ่านบัตรเครดิตของอาจารย์สุภาพรนั่นเอง และให้เจ้าหน้าที่ของสายการบินไทยวิ่งเรื่องซื้อแบบทางลัด

ขณะที่กระบวนการจัดการเรื่องตั๋วกำลังดำเนินไปนั้นพวกเราสอบถามกับเจ้าหน้าที่เรื่องกระเป๋าที่โหลดขึ้นสายการบินเกาหลีนั้นจะทำอย่างไร ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่สาวสวยว่าจัดการเอาขึ้นเครื่องของการบินไทยแล้ว เราก็สบายใจพากันรอตั๋วเพื่อขึ้นเครื่องด้วยความเหนื่อยอ่อน  เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ต้องเร่งตัวเองอีกครั้งในการขึ้นเครื่องแต่มีบางคนก็ยังกังวลว่า ค่าตั๋วเครื่องบินเกือบแสนบาทนั้นใครจะรับผิดชอบ พวกเราหรือสายการบินไทยที่เป็นเหตุให้เราพลาดในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี ทั้งห้าคนเชื่อว่าพระเจ้าคงเตรียมการไว้อย่างเหลือเชื่อส่วนอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้นค่อยรอให้มาถึงเสียก่อนว่ากัน

การเดินทางไปประเทศเกาหลีที่มีเวลาเร็วกว่าประเทศไทยสองชั่วโมง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ประเทศไทยตีสี่ก็เท่ากับหกโมงเช้าบนน่านฟ้าของเกาหลี ขณะที่บินอยู่เหนือน่านฟ้าอยู่นั้นเราก็ถูกปลุกจากแอร์โฮสเตสเพื่อเสิร์ฟอาหารเช้า ผมนึกในใจว่า โอ้นี่เป็นการรับประทานอาหารเช้าตอนตีสี่เชียวหรือ (ไม่เคยทำมาก่อน) แต่เมื่อเขาเสิร์ฟมาเราก็รับไปแบบผะอืดผะอม แล้วก็เตรียมใจว่าไม่นานเครื่องบินก็จะลงแล้ว

เวลาประมาณแปดโมงครึ่งตอนเช้า เครื่องบิเกาหลีลงจอดที่สนามบินอินชอนเป็นสนามบินแห่งใหม่นอกกรุงโซล พวกเราตื่นเต้นกับสภาพบรรยากาศใหม่ๆและที่แปลกใหม่ และก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีใครอยู่รอรับหรือไม่ แต่เมื่อเห็นอาจารย์ยัง จุน โอ มิชชันนารีเกาหลีทำงานกับคริสตจักรภาคที่ 19 ได้คอยต้อนรับก็ใจชื้นและคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เราก็ผ่านเข้าระบบการตรวจคนเข้าเมือง อาจารย์โอต้องช่วยเหลืออย่างมากเพราะเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเขาสงสัยว่า คนกลุ่มนี้จะไปไหนทั้งที่มาคณะเดียวกัน กิจกรรมเดียวกันแต่แจ้งเรื่องที่พักเมื่ออยู่เกาหลีไปคนละที่คนละทาง ทั้งนี้เพราะเรายังไม่มีข้อมูลเลยว่าเราไปที่ไหน (บางคนยังสงสัยว่ามาทำอะไรเพราะไม่มีข้อมูลชัดตั้งแต่เมืองไทยแล้ว) ที่พักนั้นเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้ เมื่อมีคนพูดภาษาเกาหลีช่วยชี้แจงเจ้าหน้าที่ก็เลยหลุดออกไปได้ จากนั้นเราก็ไปรอคอยกระเป๋าที่โหลดขึ้นเครื่องบิน จนกระทั่งกระเป๋าใบสุดท้ายบนสายพานลำเลียงถูกยกออกไปจึงรู้ว่าเกิดปัญหาขึ้นอีกแล้ว เพราะไม่มีกระเป๋าของพวกเราเลยสักใบเดียว ต้องอาศัยอาจารย์ยังในการช่วยพูดคุยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้อีกครั้ง ทีแรกดูเหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่รับผิดชอบเรื่องกระเป๋าหายเพราะกระบวนการเรื่องเอากระเป๋าขึ้นเครื่องนั้นไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน แต่เจรจาอยู่สักพักหนึ่งเราจึงได้ลงบันทึกรายละเอียดว่ากระบวนการมาของพวกเรากับกระเป๋าที่หายไปมันเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเรารอความหวังว่าเขาคงจะตามให้ได้ แต่ถึงกระนั้นอาจารย์โอก็ยังไม่รับปากว่าจะได้หรือไม่อย่างไร

 

1

 

 

เราทั้งห้าคนออกจากสนามบินเพื่อไปยังค่ายอธิษฐานโดยคิดเสียว่าไปตายเอาดาบหน้า อาจารย์สนั่นบอกเทคนิกการใช้กางเกงในตัวเดียวในเวลาห้าวันให้แต่คงไม่มีใครคิดปฏิบัติเช่นนั้น พูดถึงเรื่องค่ายอธิษฐานซึ่งเดิมทีคิดว่าอยู่ใกล้ๆแบบชานเมืองและคณะเราคิดว่า ถ้าไม่เจอใครรอรับคงต้องจับแทกซี่ไปส่ง ทว่าเมื่อได้นั่งรถประจำทางไปปรากฏว่าใช้เวลากว่าสามชั่วโมง ค่าต๋วโดยสารคิดเป็นเงินไทยประมาณ 500 บาท (ถ้าเป็นแทกซี่น่าจะแพงกว่านี้สิบเท่า) ไปถึงสถานีขนส่งของอำเภอหนึ่งตอนบ่ายๆก็ได้แวะกินอาหารเที่ยงที่ร้านเล็กๆในนั้น เป็นการชิมรสอาหารเกาหลีมื้อแรก มีกิมจิหลายอย่างแถมให้กินฟรีอย่างหนำใจ แต่กินไปก็หวาดเสียวกลัวท้องเสียเพราะท้องว่างกันตั้งแต่เช้าและอาจแพ้ของหมักดอง

 

2

 

พวกเรารอรถของค่ายอธิษฐานที่จะมารับอีกทีหนึ่ง ก็ได้มีโอกาสเข้าห้องน้ำของสถานีขนส่ง สะอาดมากๆ และที่นั่นยังอินเตอร์เน็ตให้บริการฟรี มีน้ำชากาแฟบริการฟรีด้วย ที่ทำน้ำเย็นน้ำร้อนสุดไฮเทคจนพวกเราเหมือนกับบ้านนอกเข้ากรุงเลยทีเดียว ที่สำคัญเขาทำพิพิธภัณฑ์เล็กๆน่ารักไว้ให้ดูเล่น โดยเฉพาะการจัดสวนโอ่งไหที่เป็นของสำคัญคู่ชีวิตของคนเกาหลีดูดีไม่น้อย

 

         3 4

เมื่อออกจากสถานีขนส่งนั้นเรามีโอกาสดูวิวทิวทัศน์สองข้างทางอย่างเต็มตา จากการเดินทางสังเกตว่า ภูมิประเทศของเกาหลีมีแต่ภูเขาและเราต้องลอดอุโมงค์หลายครั้ง มิชชันนารีเกาหลีบอกว่า พื้นที่ของเกาหลี 70  เปอร์เซ็นต์เป็นภูเขา และอีกอย่างหนึ่งคือเราเห็นโบสถ์คริสต์มีไม้กางเขนค่อนข้างถี่ ลักษณะของโบสถ์มีสองสามแบบคือแบบที่เป็นตึกในเมือง แบบโบสถ์ชั้นเดียวตามชนบท กับแบบที่มีโดมแหลมสูงขึ้นไปดูเด่นสง่า เมื่อไปถึงค่ายอธิษฐานที่อยู่บนดอยแล้วเราได้เข้าไปสมทบฟังคำชี้แจงของผู้บริหารสภาคริสตจักรในประเทศไทยด้วยอาการง่วงซึมเอาการ หลังจากนั้น เราขอบคุณพระเจ้าที่ได้ข่าวว่าทางเจ้าหน้าที่ของสายการบินที่ติดตามกระเป๋าส่งข่าวว่า กระเป๋าทั้งห้าคนจะมาถึงที่พักประมาณเที่ยงคืน ส่วนวันนั้นต้องจัดการเองว่าจะเอาอะไรใส่นอน มีคนเสนอความช่วยเหลือผมคืออาจารย์สุรกิจ กมลรัตน์ และอาจารย์สุพาพล ร่มโพธิ์ชี แต่ไม่ได้ใช้ของอาจารย์สุรกิจ เพราะอาจารย์สุพาพล มอบกางเกงกีฬา เสื้อคอกลม และกางเกงใน ให้ 1 ชุด จึงรอดตัวไป เมื่อรุ่งเช้าได้รับข่าวดีว่ากระเป๋าของแต่ละคนมาถึงแล้ว

ช่วงที่มีกิจกรรมรีทรีตนั้น มีการนมัสการ ฟังคำบรรยายและประสบการณ์รับใช้พระเจ้าของมิชชันนารีและศิษยาภิบาลคริสตจักรเกาหลี มีการออกไปเยี่ยมชมองค์กรและหน่วยงานของคริสตจักรเกาหลี ได้แก่ สำนักพิมพ์หนังสือคริสเตียน DURANNO สำนักงาน CGNTV ทัศนศึกษาหลายแห่งได้แก่หมู่บ้านวัฒนธรรม (Korean Folk Village) พระราชวังเก่า KYUNG BOK GUNG PALACE เที่ยวชมคลองCHUNG KYE CHEON (Brook) ซึ่งเป็นคลองในกรุงโซล์ที่สกปรกที่สุดแต่ถูกพัฒนาให้เป็นคลองน้ำใสสะอาด กลายเป็นที่เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจอย่างน่าชื่นชม (ทำให้นึกถึงน้ำแม่คาวที่เชียงใหม่ผมเห็นเขาเขียนป้ายติดที่สี่แยกบริเวณที่มีน้ำแม่คาวตัดผ่านว่า "แม่คาวสะอาดใส" ซึ่งเปลี่ยนเฉพาะป้ายแต่ไม่เปลี่ยนสภาพน้ำ) และได้เยี่ยมชมเมืองจำลองกับสวนสนุกล็อตเต้เวิร์ลด์ ได้รับประทานอาหารเกาหลีในร้านเก่าแก่มีชื่อเสียง ไปชอปปิ้งบ้างพอหอมปากหอมคอ และอื่นๆ จนถึงวันกลับก็รู้สึกพอดีๆกับประสบการณ์นี้

คณะรีทรีตเดินทางกลับในวันที่ 27 ตุลาคม 2009 โดยช่วงเช้าแวะไปเยี่ยมสำนักงาน GAPCK โดยมีอาจารย์คังอดีตมิชชันนารีทำงานกับคริสตจักรภาคที่ 6 สภาคริสตจักรในประเทศไทย เป็นผู้คอยต้อนรับ ตอนเที่ยงไปกินอาหารบุฟเฟต์ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง และได้ไปชอปปิ้งอีกรอบ จากนั้นได้เดินทางไปสนามบินอินชอน ถึงประมาณห้าโมงเย็น รอกระบวนการเช็คอินและรับบอร์ดดิ้งพาสของสายการบินเกาหลี ปรากฏว่ากลุ่มของเราสี่คนจากห้าคน (อาจารย์ภาวินี อยู่ดูงานต่อที่เกาหลีอีก 3 สัปดาห์) ไม่มีบอร์ดดิ้งพาสเพราะเขายกเลิกตั๋วตั้งแต่ตกเครื่องบินเกาหลีที่กรุงเทพฯแล้ว ต้องให้มิชชันนารีเกาหลีเจรจากันอยู่พักหนึ่งจึงได้สิทธิ์นั้นคืน และเราได้เดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิห้าทุ่มกว่า

บันทึกการเดินทางครั้งนี้ไม่อาจใส่รายละเอียดต่างๆได้ครบ แต่มีประสบการณ์อันสำคัญที่จะต้องจดจำก็คือเรื่องพลาดเครื่องบินจนต้องผจญภัยในอีกหลายกระบวนการตั้งแต่ต้นจนวันกลับ การผจญภัยที่ชวนระทึกนี้ทุกคนในคณะเชื่อมั่นว่าพระเจ้าได้เตรียมการไว้ให้เราอย่างดี เมื่อไว้วางใจพระองค์แล้วไม่ต้องตระหนกตกใจและก็เป็นเช่นนั้น และประสบการณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผมคือการได้ร่วมนมัสการที่คริสตจักร SEO-DAE-MOON CHURCH ที่มีบรรยากาศเหมือนโรงภาพยนตร์หรือโรงละครชั้นดี มีจอมอนิเตอร์อยู่เหนือธรรมาสน์ขึ้นไปสำหรับฉายภาพวิดิโอและเครื่องเสียงชั้นยอด ทำให้เป็นบรรยากาศของการมารับความบันเทิงมากกว่าเข้าศาสนสถานที่ดูเคร่งเครียด จึงไม่แปลกที่คริสเตียนเกาหลีชอบเข้าโบสถ์และอธิษฐานตอนรุ่งเช้า เพราะบรรยากาศของโบสถ์นั้นน่าเข้าไปพักใจใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่ไม่น้อย

 

              56

 

ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ คงต้องขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ได้ประสบกับรสชาติแห่งความตื่นเต้นอันควรจดจำและเล่าขานต่ออย่างน่าภาคภูมิใจ และขอขอบคุณคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรในประเทศไทยที่ได้นึกถึงผู้ร่วมงานรับใช้พระเจ้าในส่วนที่ท่านดูแลให้ได้มีโอกาสสัมผัสและสร้างสมประสบการณ์ในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศเกาหลีซึ่งเป็นประเทศทางเอเชียที่มีคริสตจักรโปรเตสแตนต์มากที่สุด มีคริสเตียนมากที่สุด และมีมิชชันนารีออกไปทำพันธกิจยังต่างแดนมากที่สุดถึงประเทศตะวันตก ที่เคยเป็นประเทศจัดส่งมิชชันนารีมาทางบ้านเราเมื่อเกือบสองศตวรรษก่อน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรบันทึกแบบเก็บตกเก็บเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนความจำต่อไป

 

 
ฉลอง 75 ปี สภาคริสตจักรในประเทศไทย
เขียนโดย ฝ่ายประวัติศาสตร์ฯ   

ระหว่างวันที 28 - 30 กันยายน 2009 สภาคริสตจักรในประเทศไทย ได้จัดนมัสการเปิดการเฉลิมฉลองวาระ 75 ปี พร้อมด้วยการปาฐกถาพิเศษ โดยพณฯศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และการบรรยายพิเศษ โดย Dr.Guy S. Safford ในเรื่องการพัฒนาผู้นำ การบรรยายของทีมวิทยากรไทย ในหลักสูตรการอบรมผู้ปกครอง อีกทั้งยังมีการแสดงเฉลิมฉลองพอสมควร

วาระแห่งการเฉลิมฉลอง 75 ปี สภาคริสตจักรในประเทศไทย ยังคงมีอยู่ต่อไปจนถึงเดือนกันยายน 2010 โดยคริสตจักรท้องถิ่น คริสตจักรภาค หน่วยงาน สถาบัน และองค์กร สามารถจัดกิจกรรม หรือพันธกิจ ที่เป็นการสื่อความหมาย/ความสำคัญในวาระ 75 ปี ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ได้ตามความเหมาะสม

 
อดีตมิชชันนารีถึงแก่กรรม
เขียนโดย ฝ่ายจดหมายเหตุ   

อาจารย์โดโรเธีย เดวิสัน นิวพอร์ท อดีตมิชชันนารี เคยร่วมพันธกิจที่นครศรีธรรมราช เชียงราย และหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพายัพ รวมทั้งฝ่ายประวัติศาสตร์สภาคริสตจักรในประเทศไทย  ในระหว่างปี คศ.1949 - 2007 เสียชีวิตด้วยโรคปอดติดเชื้อ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2009 ในโรงพยาบาล เมื่องฟิลลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมอายุ 84 ปี  มีการนมัสการที่โบสถ์ Cavary Lutherland Church และได้บรรจุศพ ในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2009 นี้ ( อ่านประวัติเพิ่มเติม ในบทความ โดย อาจารย์อริศา เลิศพฤกษ์ )

 

 
ต้อนรับผู้นำคริสตจักรนากาแลนด์ ประเทศอินเดีย
เขียนโดย ฝ่ายประวัติศาสตร์สภาคริสตจักรฯ   

หน่วยงานจดหมายเหตุประวัติศาสตร์และวิจัยสภาคริสตจักรฯ ร่วมกับสถาบันและหน่วยงานสภาคริสตจักรในประเทศไทย ในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมต้อนรับคณะผู้นำคริสตจักรจากนากาแลนด์ ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2009 ที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลวิทยาลัย กล่าวต้อนรับแนะนำโรงเรียน สถาบันและหน่วยงานต่างๆ ของสภาคริสตจักรฯ โดย อาจารย์ยุทธชัย ดำรงมณี และนำชมพิพิธภัณฑ์ ในโรงเรียนปรินส์รอยแยลวิทยาลัย และรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน

ฝ่ายประวัติศาสตร์ได้มอบหนังสือ KHRISCHAK MUANG NUA และ Towards a Clean Church  ( A Case Study in 19th Century Thai Church History) เขียนโดย Rev.Dr.HERBERT R. SWANSON ให้เป็นที่ระลึกแก่คณะผู้นำคริสตจักรนากาแลนด์ เพื่อศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์คริสตจักรของสภาคริสตจักรในประเทศไทยต่อไป 

 

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 5 จาก 7

Who's Online

เรามี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday7
mod_vvisit_counterYesterday13
mod_vvisit_counterThis week7
mod_vvisit_counterLast week82
mod_vvisit_counterThis month54
mod_vvisit_counterLast month340
mod_vvisit_counterAll days3535

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 38.107.191.115
,
Today: ก.ย. 05, 2010
Bogtryk SEO SEO
Linkguide Konference SEO